หมวด
๙
การขัดกันแห่งผลประโยชน์
มาตรา
๑๘๔
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง
(๑)
ไม่ดํารงตําแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
หรือตําแหน่งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(๒)
ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจอันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน
หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว
ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
(๓)
ไม่รับเงินหรือประโยชน์ใดๆ จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจเป็นพิเศษ นอกเหนือไปจากที่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆ ในธุรกิจการงานปกติ
(๔)
ไม่กระทําการใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนโดยมิชอบ
มาตรานี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับเบี้ยหวัด
บําเหน็จ บํานาญ เงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน
และมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับหรือดํารงตําแหน่งกรรมาธิการของรัฐสภา
สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา
หรือกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งในการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกิจการของสภา
หรือกรรมการตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ
ให้นํา
(๒) และ (๓) มาบังคับใช้แก่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา
และบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คู่สมรสและบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภานั้น
ที่ดําเนินการในลักษณะผู้ถูกใช้ ผู้ร่วมดําเนินการ
หรือผู้ได้รับมอบหมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาให้กระทําการตามมาตรานี้ด้วย
มาตรา
๑๘๕
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภากระทําการใดๆ
อันมีลักษณะที่เป็นการก้าวก่าย หรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น
หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑)
การปฏิบัติราชการหรือการดําเนินงานในหน้าที่ประจําของข้าราชการ
พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
(๒)
กระทําการในลักษณะที่ทําให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้จ่ายเงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทําโครงการใดๆ
ของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดําเนินการในกิจการของรัฐสภา
(๓)
การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย โอน เลื่อนตําแหน่ง
เลื่อนเงินเดือนหรือการให้พ้นจากตําแหน่งของข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจําและมิใช่ข้าราชการการเมือง
พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น
มาตรา
๑๘๖
ให้นําความในมาตรา
๑๘๔ มาใช้บังคับแก่รัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
(๑)
การดํารงตําแหน่งหรือการดําเนินการที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่หรืออํานาจของรัฐมนตรี
(๒)
การกระทําตามหน้าที่และอํานาจในการบริหารราชการแผ่นดิน
หรือตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ
นอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง
รัฐมนตรีต้องไม่ใช้สถานะหรือตําแหน่งกระทําการใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
อันเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง
ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองโดยมิชอบตามที่กําหนดในมาตรฐานทางจริยธรรม
มาตรา
๑๘๗
รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้
ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจํานวนที่กฎหมายบัญญัติ
และต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด
ในกรณีที่รัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากกรณีตามวรรคหนึ่งต่อไป
ให้แจ้งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายในสามสิบวันนับแตวันที่ได้รับแต่งตั้ง
และให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
รัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทตามวรรคสองไม่ว่าในทางใดๆ
มิได้
มาตรานี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น
ให้ใช้บังคับแก่คู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของรัฐมนตรี
และการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใดๆ
ด้วย
หมวด
๑๐
ศาล
ส่วนที่
๑
บททั่วไป
มาตรา
๑๘๘
การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาล
ซึ่งต้องดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง
มาตรา
๑๘๙
บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นได้แต่โดยพระราชบัญญัติ
การตั้งศาลขึ้นใหม่หรือกําหนดวิธีพิจารณาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีตามกฎหมายสําหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น
ๆ จะกระทํามิได้
มาตรา
๑๙๐
พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตําแหน่ง
แต่ในกรณีที่พ้นจากตําแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ ตามวาระ
หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
มาตรา
๑๙๑
ก่อนเข้ารับหน้าที่
ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคํา
ดังต่อไปนี้
“ข้าพระพุทธเจ้า
(ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี
ต่อพระมหากษัตริย์
และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวง
เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม
ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และกฎหมายทุกประการ”
มาตรา
๑๙๒
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอํานาจระหว่างศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน
ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสํานักตุลาการทหาร
และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เป็นกรรมการ
หลักเกณฑ์และวิธีการชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอํานาจระหว่างศาลตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา
๑๙๓
ให้แต่ละศาล
ยกเว้นศาลทหาร มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการที่มีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล
การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น
โดยให้มีหัวหน้าหน่วยงานคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานของแต่ละศาล
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้ศาลยุติธรรมและศาลปกครองมีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสมตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่
๒ ศาลยุติธรรม
มาตรา
๑๙๔
ศาลยุติธรรมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง
เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอํานาจของศาลอื่น
การจัดตั้ง
วิธีพิจารณาคดี และการดําเนินงานของศาลยุติธรรมให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา
๑๙๕
ให้มีแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา
โดยองค์คณะผู้พิพากษาประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา
ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจํานวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเก้าคนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
โดยให้เลือกเป็นรายคดี
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
คําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดอีาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษา
การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่
ให้ดําเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน
และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจํานวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดี และเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว
ให้ถือว่าคําวินิจฉัยนั้นเป็นคําวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาให้ผู้ใดพ้นจากตําแหน่ง
หรือคําพิพากษานั้นมีผลให้ผู้ใดพ้นจากตําแหน่ง ไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์ตามวรรคสี่หรือไม่
ให้ผู้นั้นพ้นจากตําแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษา
หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์ตามวรรคสี่
และการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคห้า
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
มาตรา
๑๙๖
การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต้องมีความเป็นอิสระ
และดําเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม
ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเป็นประธาน
และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นข้าราชการตุลาการในแต่ละชั้นศาล
และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการตุลาการ
บรรดาที่ได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการไม่เกินสองคน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่
๓ ศาลปกครอง
มาตรา
๑๙๗
ศาลปกครองมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อํานาจทางปกครองตามกฎหมายหรือเนื่องมาจากการดําเนินกิจการทางปกครอง
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ให้มีศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น
อํานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง
ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้อํานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระนั้น
ๆ
การจัดต้ัง
วิธีพิจารณาคดี และการดําเนินงานของศาลปกครองให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
มาตรา
๑๙๘
การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับตุลาการศาลปกครองต้องมีความเป็นอิสระ
และดําเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองซึ่งประกอบด้วยประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธาน
และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตุลาการในศาลปกครอง
และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการในศาลปกครองไม่เกินสองคน
บรรดาที่ได้รับเลือกจากข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนที่
๔ ศาลทหาร
มาตรา
๑๙๙
ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทําความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอํานาจศาลทหารและคดีอื่น
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การจัดตั้ง วิธีพิจารณาคดี และการดําเนินงานของศาลทหาร
ตลอดจนการแต่งตั้งและการให้ตุลาการศาลทหารพ้นจากตําแหน่ง
ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น